Skip to content. | Skip to navigation

Personal tools
Log in
You are here: Home ข่าวสาร ข่าวโครงการนวัตกรรมฯ ครั้งที่ 8 เดือนกรกฎาคม 2552

ครั้งที่ 8 เดือนกรกฎาคม 2552

ครั้งที่ 8 เดือนกรกฎาคม 2552
โครงการนวัตกรรมข้าราชการไทยพันธุ์ใหม่ (นทร. ) ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา (Thai Scholar Innovation in USA and Canada) ครั้งนี้ สนร. ภูมิใจเสนอผลงานนวัตกรรมดีเด่นด้าน Energy security และการสกัดน้ำมันจากหินน้ำมัน (Oil shale) ของสหรัฐอเมริกา ของคุณอาวีวรรณ มั่งมีชัย หรือน้องส้ม นักเรียนทุนรัฐบาลทบวงมหาวิทยาลัย ศึกษาระดับปริญญาเอก สาขา Public Policy อยู่ที่ Carnegie Mellon University และจะสำเร็จการศึกษาในเดือนสิงหาคมนี้ค่ะ สนร. ขอร่วมแสดงความยินดีกับว่าที่ดอกเตอร์คนใหม่ล่วงหน้านะคะ

ในปัจจุบันนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาพลังงานขาดแคลนซึ่งนับวันจะมีผลกระทบรุนแรงมากขึ้น และยังเป็นการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนจากปรากฏการณ์เรือนกระจกด้วย อย่างไรก็ตามในกระบวนการผลิตพลังงานทดแทนประเภทต่างๆ นั้นก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่มากก็น้อยเช่นเดียวกัน การกำหนดนโยบายพลังงานที่ใช้เป็นทางเลือกสู่สาธารณะ จึงมีกระบวนการศึกษา วิจัย วิเคราะห์ การติดสินใจ และรูปแบบการนำเสนอนโยบาย ทั้งในมิติของ Engineering และ Public Policy ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ผลงานดีเด่นของน้องส้ม ได้แก่ ผลงาน poster จากงานวิจัยเรื่อง Life Cycle Water and Greenhouse Gas Emissions of Oil Shale Development in the United States ได้รับรางวัล Student Poster Competition ชนะเลิศอันดับหนึ่งในงาน 5th International Society for Industrial Ecology Conference ที่จัดขึ้นที่ประเทศโปรตุเกส นอกจากนี้ยังได้รับการเผยแพร่ในเว็บไซต์ของ International Society for Industrial Ecology อีกด้วย (สนใจอ่านข่าวในเว็บไซต์ของ International Society for Industrial Ecology ได้ที่ http://www.is4ie.org/lisbon นะคะ)

เกริ่นให้ฟังขนาดนี้ก็คงจะจุดประกายความสนใจของเพื่อนๆให้อยากติดตามรายละเอียดผลงานเกี่ยวกับนโยบายพลังงานใหม่ของน้องส้มกันแล้วใช่ไหมคะ แหม ก็เรื่องพลังงานทดแทนกับสภาวะโลกร้อนน่ะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเรา และก็เป็น Hot topic ของทั่วโลกขนาดนี้ คงจะรอช้าไม่ได้แล้ว เรารีบไปทำความรู้จักผลงานนี้จากบทสัมภาษณ์น้องส้มกันดีกว่าค่ะ

1. อยากให้น้องส้มช่วยเล่าประวัติส่วนตัวคร่าวๆ ให้เพื่อนฟังหน่อย รวมถึงอะไรเป็นสาเหตุให้สนใจเรียนทางด้าน Public Policy ค่ะ

ขณะนี้กำลังศึกษาปริญญาเอกที่ Carnegie Mellon University เรียนในหลักสูตร Joint PhD ที่คณะ Civil and Environmental Engineering และ Engineering and Public Policy โดยส่วนตัวแล้วมีพื้นฐานความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ต่อมาจึงได้หันมาสนใจทางด้าน Public Policy เพราะมีความคิดว่าการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นมีความซับซ้อนและความไม่แน่นอน (High complexity and uncertainty ) มากกว่าจะใช้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมในการจัดการกับปัญหานั้นเพียงอย่างเดียว ยกตัวอย่างง่ายๆ นะคะ เช่น มีนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ภาวะโลกร้อนนั้นจะทำให้กรุงเทพมหานครนั้นเกิดน้ำท่วมภายใน 10-25 ปีข้างหน้า ในมุมมองของนักวิเคราะห์นโยบาย (Policy analyst) เราจะจัดการกับปัญหานั้นอย่างไรดี ถ้าสมมุติว่ามีวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นอยู่ 3 วิธีที่เป็นไปได้ เช่น วิธีแรกคือการสร้างเขื่อน (Dike) วิธีที่สองคือ การย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่อื่น วิธีที่สามคือ ลดก๊าซเรือนกระจกโดยวิธี Geo-engineering ความรู้ทางด้านวิศวกรรมจะช่วยในแง่การประเมินราคา ,การออกแบบขนาดของเขื่อน,จำนวนปั๊มน้ำ ,หรือออกแบบผังเมืองใหม่ เป็นต้น แต่การที่จะเลือกว่าวิธีไหนเป็นวิธีการที่ดีที่สุดนั้น ไม่สามารถใช้ความรู้แค่เพียงทางด้านวิศวกรรมอย่างเดียวในการตัดสินใจ ต้องมองถึงผลกระทบในภาพรวม ทั้งสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม หน่วยงานไหนต้องเข้ามามีส่วนร่วม ใครมีส่วนได้ ส่วนเสีย (Stakeholder) ในแต่ละวิธี จากการวิเคราะห์แบบเป็น Matrices ท้ายที่สุดนักวิเคราะห์นโยบายต้องสรุปเป็นแผนให้ได้ว่า วิธีไหนคือวิธีที่ดีที่สุด อะไรคือนโยบายระยะสั้นและระยะยาว โดยสรุปแล้วหากมีการรวมความรู้ทางด้านวิศวกรรมและความรู้ในการวิเคราะห์นโยบายเข้าด้วยกัน จะสามารถทำให้เข้าใจปัญหาในภาพรวม และสามารถในการตัดสินใจได้อย่างฉลาดคะ ซึ่งส้มว่ามันท้าทายดี

2. ทราบว่า poster เรื่อง Life Cycle Water and Greenhouse Gas Emissions of Oil Shale Development in the United States ได้รับรางวัล Student Poster Competition ชนะเลิศอันดับหนึ่งในงาน 5th International Society for Industrial Ecology Conference ที่จัดขึ้นที่ประเทศโปรตุเกส อยากให้น้องส้มช่วยเล่ารายละเอียดของการประกวดให้ฟังหน่อยค่ะ

ก่อนอื่นขอเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับ Conference นี้น่ะค่ะ International Society for Industrial Ecology Conference เป็น International Conference ที่ใหญ่ที่สุดทางด้าน Industrial Ecology/Life cycle analysis ซึ่งจะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี จะมีผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกโดยในปี 2009 นี้ได้จัดขึ้นที่ประเทศโปรตุเกส ซึ่งผู้เข้าร่วม Conference ต้องส่ง Abstract ให้ Reviewers ของ Conference คะ รายละเอียดเกี่ยวกับ Conference สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.isie2009.com/ ในงาน Conference ครั้งนี้มีประมาณ 260 abstracts ที่เข้าร่วมใน Poster sessions คะ ส้มก็สมัครเข้าประกวด Student poster competition รางวัลในการประกวดมี 3 รางวัล ซึ่งส้มได้อันดับหนึ่ง รางวัลที่ได้เป็น Certificate, เงินรางวัล, และสมาชิกของสมาคม Industrial Ecology เป็นเวลา 1 ปี เพื่อนๆ สามารถเข้าไปติดตามชม poster ได้ที่ http://www.ce.cmu.edu/~amangmee/

ส้มต้องขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาที่ช่วยแนะนำในงานวิจัยและมีส่วนเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ได้รับรางวัลในครั้งนี้ Professors Matthews, Michael Griffin, และ Pauline Jaramillo ส้มมองว่า Green Design Institute ที่ Carnegie Mellon เป็นศูนย์วิจัยที่มีชื่อเสียงในด้าน Life cycle analysis ทั้งระดับประเทศ และนานาชาติคะ ถ้าเพื่อนๆ สนใจรายละเอียดของศูนย์วิจัยเข้าไปดูได้ที่ http://www.ce.cmu.edu/GreenDesign/ นะคะ

3. ทราบไหมคะว่าคณะกรรมการใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัดสินเลือกผลงานชนะเลิศ

คณะกรรมการซึ่งเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัย 3 ท่าน หลักๆ คือพิจารณา ที่ความน่าสนใจ ความสำคัญของหัวข้อ และหัวข้อต้องทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันคะ นอกจากนี้คณะกรรมการยังพิจารณาการนำเสนอผลงาน และการตอบคำถามระว่างการนำเสนอผลงานคะ

4. ช่วยเล่ารายละเอียดของงานวิจัยชิ้นนี้คร่าวๆ ให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมค ว่าเกี่ยวกับอะไร

งานวิจัยที่นำเข้าร่วมการประกวดเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง Energy security และการสกัดน้ำมันจากหินน้ำมัน (Oil shale) ของสหรัฐอเมริกา เหตุที่สนใจประเด็นนี้สืบเนื่องมาจาก ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศตะวันออกกลาง เช่น ประเทศ อิรัก คูเวต ซาอุดิอาระเบียประมาณ 23 % ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด ประกอบกับนโยบายใหม่ทางพลังงาน ( Energy Independent and Security Act 2007) ซึ่งทางสหรัฐอเมริกาต้องการลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศตะวันออกกลางและทดแทนน้ำมันดิบนำเข้าจำนวนนั้นด้วยการนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศอื่น (Secure energy partners ) หรือผลิตน้ำมันดิบจากทรัพยากรที่มีภายในประเทศ เช่น หินน้ำมันซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่ประมาณ 2 ล้านล้านบาร์เรลในสหรัฐอเมริกาแถบ Colorado, Utah, และ Wyoming โดยจุดมุ่งหมายของงานวิจัยชิ้นนี้ คือการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งประเด็นไปในเรื่องปริมาณการใช้น้ำในการผลิต และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการสกัดหินน้ำมัน ปริมาณการใช้น้ำเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะว่าทรัพยากรน้ำจืดมีอยู่จำกัด ซึ่งต้องใช้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตร รวมทั้งการผลิตน้ำมันดิบด้วย ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ต้องการที่จะศึกษาว่าปริมาณการใช้น้ำและก๊าซเรือนกระจกในการผลิตน้ำมันดิบจากหินน้ำมันนั้นปริมาณเท่าใด ท้ายที่สุดผลจากการวิเคราะห์ครั้งนี้สามารถนำไปเปรียบเทียบกับน้ำมันที่ผลิตจากทรัพยากรอื่น เช่น ถ่านหิน น้ำมันจากทราย (Oil sands) น้ำมันจากพืช (Biofuel) เป็นต้น โดยจุดมุ่งหมายคือการหาพลังงานน้ำมันทดแทน (Alternatives) ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด นอกจากงานวิจัยครั้งนี้จะช่วยให้เราเลือกพลังงานทางออกที่มีผลกระทบน้อยที่สุดแล้ว ยังทำให้เข้าใจถึงการ Trade-off ระหว่างการผลิตน้ำมันดิบภายในประเทศกับการนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศตะวันออกกลาง โดยมุ่งประเด็นในเรื่อง Energy security การเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจกและการใช้น้ำ

วิธีที่ใช้ในการวิเคราะห์เรียกว่า Life cycle analysis Life cycle analysis เป็นกระบวนการติดตามผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เริ่มจนจบกระบวนการผลิต (Cradle to Grave) การมองผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแบบ Life cycle มีประโยชน์คือจะมองปัญหาทั้งระบบ เช่นการเปรียบเทียบถุงพลาสติกและถุงกระดาษว่าชนิดไหนส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมน้อยกว่ากัน ถุงพลาสติกอาจใช้พลังงานในการผลิตมากกว่าถุงกระดาษ แต่ถุงพลาสติกสามารถใช้งานได้หลายครั้งกว่าถุงกระดาษเป็นต้น

5. ฟังแล้วงานวิจัยของน้องส้ม น่าสนใจมากๆ เลยค่ะเพราะแม้ว่าหินน้ำมัน (Oil Shale) จะถูกนำมาพิจารณาใช้เป็นแหล่งพลังงานใหม่ แต่ควรจะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่างๆ ที่จะตามมาต่อสภาพแวดล้อมด้วย แล้วน้องส้มว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนคะที่สหรัฐอเมริกาจะนำหินน้ำมันมาใช้เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญแหล่งหนึ่งในอนาคต

ก่อนอื่นขอกล่าวถึงผลจากงานวิจัยซึ่งพบว่าการผลิตน้ำมันจากหินน้ำมัน ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและใช้น้ำในการผลิตมากกว่าการนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศตะวันออกกลาง แต่ก็มีความไปได้ที่บริษัทน้ำมันในสหรัฐอเมริกาจะลงทุน ถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นมุมมองของรัฐบาล รัฐบาลอาจจะสนับสนุนให้มีการผลิตน้ำมันจากหินน้ำมัน เพราะเป็นการเพิ่ม Energy security และ energy independence (นิยามของ Energy security และ energy independence หมายถึงการผลิตภายในประเทศ) แต่หากเป็นมุมมองของนักสิ่งแวดล้อมแล้วจะไม่สนับสนุนการผลิตดังกล่าว เพราะมีแนวโน้มที่อาจทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำในแถบ Midwest และ West Coast และส่งผลให้โลกร้อนขึ้นสั้นๆ คือหินน้ำมันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดของพลังทดแทน ณ ปัจจุบันและภายในอนาคตอันใกล้ เพราะ เทคโนโลยี และราคาการผลิตยังสูงกว่าราคาการผลิตน้ำมันดิบแบบปกติ (conventional crude oil) ณ ปัจจุบัน แต่ว่าไม่มีกระสุนนัดเดียวที่สามารถแก้ปัญญาด้านพลังงานขาดแคลนได้ทั้งหมด ดั้งนั้นพลังทดแทนหลาย ๆแบบ (รวมทั้ง หินน้ำมัน) อาจมาถูกนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานในอนาคตคะ

6. อยากให้น้องสัมช่วยแนะนำหลักสูตร Civil and Environment Engineering และ Engineering and Public Policy ที่ Carnegie Mellon U. ว่ามีลักษณะการเรียนการสอนเป็นอย่างไร แตกต่างจากที่มหาวิทยาลัยอื่นอย่างไร และมีคำแนะนำ และข้อคิดเห็น อะไรบ้างสำหรับน้องๆ ที่สนใจอยากเข้าเรียนสาขานี้ที่ CMU คะ

หลักสูตรที่เรียนเป็นแบบ Inter disciplinary program ซึ่งเป็น Join PhD ระหว่าง Civil and Environment Engineering (CEE) และ Engineering and Public Policy (EPP) โปรแกรมนี้ต้องสอบ qualifying exam ของทั้ง 2 คณะ ซึ่งการสอบก็จะต่างกัน การสอบของ CEE ใช้เวลาสอบ 4 วัน ซึ่งสอบเกี่ยวกับวิชาที่เรียนและงานวิจัย ส่วนการสอบของ EPP จะใช้เวลา 7 วัน ซึ่งต้องเขียนรายงานให้กับ client ในฐานะที่เราเป็น policy analyst โดยหัวข้อคำถามก็หลากหลาย บางปีข้อสอบเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ก่อการร้าย อุกาบาตชนโลก การควบคุมการใช้โทรศัพท์มือถือในบางสถานที่ เป็นต้น

จุดเด่นของโปรแกรมนี้แบ่งออกเป็น 2 ด้านคือ ด้านหลักสูตรและงานวิจัย ถ้ามองในด้านหลักสูตรนั้น จะไม่เน้นทางด้านวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการนำความรู้ทางด้านวิศวกรรมไปประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ หรือออกแบบนโยบาย นอกจากนี้เกือบทุกวิชาที่เรียนสอนใช้ program เพื่อเป็นการต่อยอดความรู้ทางทฤษฎี นำไปใช้ในภาคปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องยิ่งขึ้น

ส่วนในด้านงานวิจัย หัวข้องานวิจัยที่ทำในคณะ CEE/EPP ค่อนข้างใหม่ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน Sustainability, Nanotechnology, และ Air modeling และนี้คือประเด็นหลักที่ส้มตัดสินใจมาเรียนที่ Carnegie Mellon คะ ตอนที่สมัครเรียนส้มรู้แต่แรกว่าสนใจที่จะทำงานวิจัยทางด้าน Life cycle analysis ตอนนั้นสมัครไปสามมหาวิทยาลัยเพราะมีไม่กี่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาที่ทำงานวิจัยด้านนี้คะ ก็ติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษา คุยเรื่องงานวิจัยตั้งแต่ตอนสมัครเรียนคะ ซี่งส้มว่าสำคัญมาก เพราะเราต้องอยู่กับงานวิจัยชิ้นนั้นนั้นอย่างน้อย สามถึงสี่ปีคะ

7. มีอะไรอยากแนะนำรุ่นน้องๆ บ้างคะ ทั้งในเรื่องการศึกษา งานวิจัย ผลงาน การเข้าร่วมสัมนาต่างๆ ฯลฯ ในระหว่างที่ต้องใช้ชีวิตศึกษาในต่างแดน

ส้มเชื่อว่าเพื่อนๆ ที่มาเรียนที่นี้ทุกคนมีศักยภาพในการเรียน ทำงานวิจัย ถ้ามีความเชื่อมั่น รักในสี่งที่ทำและเป้าหมายที่ชัดเจน ประกอบกับคิด พูด ทำ เป็นเรื่องเดียว ส้มเชื่อว่านี้คือกุญแจที่นำไปสู่ความสำเร็จคะ

8. มีความรู้สึกอย่างไรบ้างคะ ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการผลงานนวัตกรรมข้าราชการรุ่นใหม่ ของ สนร. และได้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อนๆ นักเรียนทุนรัฐบาล

รู้สึกหายเหนื่อยและก็ขอบคุณสำนักงาน ก.พ. ที่ให้โอกาสมาเล่างานวิจัยของตนเอง และก็อยากจะให้เพื่อนๆ ส่งเรื่องเข้ามาเล่าบ้างคะ

9. รู้สึกอย่างไรกับการกลับไปทำงานที่ประเทศไทยคะ และคิดว่าจะนำความรู้ที่ได้จากการมาศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกากลับไปประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้างค่ะ

รู้ว่าการทำงานไม่ง่าย แต่ส้มว่าการเปิดใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์และเพื่อนร่วมงานเป็นสี่งสำคัญ ส้มก็พร้อมที่จะนำประสบการณ์ในการเรียน การสอน การทำงานเป็นทีม ที่ได้เรียนมาจาก Carnegie Mellon ไปแลกเปลี่ยนกับนักศึกษา เพื่อสร้างฐานกำลังให้ประเทศ มีการใส่ใจ ดูแล ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น และมีการวางนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อม และพลังงานที่มีประสิทธิ์ภาพคะ

เป็นอย่างไรบ้างคะแนวคิดการทำงานของน้องสัม ฟังแล้วน่าชื่นใจจริงๆ ค่ะ ที่ประเทศไทยกำลังจะมีดอกเตอร์คนใหม่ไฟแรงกลับไปทำงานรับใช้ชาติ น้องส้มยังแถมท้ายด้วยว่าหากเพื่อนๆ คนใดสนใจผลงานของเธอ อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามเธอได้โดยผ่านทาง สนร. นะคะ แล้วก็ขอเชิญ นทร. ทุกท่านนำเสนอผลงานดีๆ และเป็นที่ยอมรับไม่ว่าจะเป็นบทความ งานวิจัย หรือกิจกรรมต่างๆ มายัง สนร. เพื่อร่วมประกวดในโครงการครั้งต่อไป ไม่แน่นะคะ ท่านอาจเป็นผู้ที่ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการของเราครั้งหน้าก็ได้ สำหรับครั้งนี้คงต้องลาไปก่อน พบกันใหม่ครั้งหน้านะคะ สวัสดีค่ะ