Skip to content. | Skip to navigation

Personal tools
Log in
You are here: Home ข่าวสาร ข่าวโครงการนวัตกรรมฯ ครั้งที่ 6 เดือนมีนาคม 2552

ครั้งที่ 6 เดือนมีนาคม 2552

ครั้งที่ 6 เดือนมีนาคม 2552
สำหรับโครงการนวัตกรรมข้าราชการไทยพันธุ์ใหม่ (นทร. ) ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา (Thai Scholar Innovation in USA and Canada) ครั้งนี้ สนร. ภูมิใจเสนอผลงานนวัตกรรมดีเด่นด้านดาราศาสตร์ของคุณวิภู รุโจปการ นักเรียนทุน พสวท. ศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ อยู่ที่ University of Arizona

เมื่อเร็วๆ นี้ได้เกิดปรากฎการณ์ "พระจันทร์ยิ้ม" หรือปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน โผล่ให้พวกเราได้ยลโฉมกันทั่วโลก เพื่อนๆ ที่อยู่ในสหรัฐก็คงจะมีโอกาสได้เห็นเหมือนกันนะคะ และคงจะมีเพื่อนๆ บางคนที่เริ่มอยากรู้เรื่องราวเบื้องหลังการถ่ายทำของปรากฎการณ์บนท้องฟ้าเหล่านี้บ้างแล้ว เพื่อนๆ อาจจะเริ่มสงสัยกันแล้วใช่ไหมคะ ว่าพี่เกริ่นเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะอะไร ก็โครงการนวัตกรรมข้าราชการไทยพันธุ์ใหม่ ครั้งที่ 6 นี่แหล่ะคะ

ผลงานดีเด่นของคุณวิภู ได้แก่ หนังสือเรื่อง เอกภพ เพื่อความเข้าใจในธรรมชาติของจักรวาล เป็นหนังสือติดอันดับ หนังสือดีวิทยาศาสตร์ 100 เล่ม ของประเทศไทย ซึ่งผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากหนังสือวิทยาศาสตร์กว่า 700 เล่ม ที่เขียนขึ้นโดยคนไทยและพิมพ์จำหน่ายในระหว่างปี 2537-2548 จนเหลือเพียง 100 เล่ม แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บันเทิงคดี 30 เล่ม และ สารคดีและความรู้ทั่วไป 70 เล่ม โดยพิจารณาจากหนังสือที่มีเนื้อหาวิทยาศาสตร์โดยตรง มุ่งส่งเสริมวิทยาศาสตร์ หรือแสดงภูมิปัญญาเชิงวิทยาศาสตร์ของผู้เขียน ยกเว้นหนังสือแปล หนังสือคู่มือ ตำราเรียน และแบบเรียน ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนโครงการจากมูลนิธิดำรง ลัทธพิพัฒน์, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, โครงการจัดพิมพ์คบไฟ และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ทั้งนี้หนังสือของคุณวิภูติดอันดับในกลุ่มสารคดีและความรู้ทั่วไป

นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังได้รับการตีพิมพ์มาแล้วถึง 7 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ว่ามากเพียงใดแล้วใช่ไหมคะ

อ่านรายละเอียดของหนังสือได้ที่นี่ค่ะ

http://www.stks.or.th/web/index.php?option=com_content&task=view&id=1868&Itemid=156 และ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000010370

เป็นอย่างไรบ้างคะ น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมคะ สนร. ก็ไม่รอช้าที่จะนำบทสัมภาษณ์ของคุณวิภูมาให้เพื่อนๆร่วมรับชมและรับฟังกันนะคะ

           

 

 

“ในขั้นแรกที่เขียนนั้นไม่คิดว่าจะมีคนรับพิมพ์ด้วยซ้ำครับ เพราะส่งต้นฉบับไปหลายที่แต่ก็ถูกปฏิเสธมา จนมีความคิดว่าจะพิมพ์เองหรือฝากสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยพิมพ์และจัดจำหน่าย แต่ในที่สุดก็ได้นานมีบุ๊กส์ ซึ่งใจกล้ากว่าเขาเพื่อน ตอบรับพิมพ์หนังสือวิชาการที่ดูไม่น่าจะขายออก ..."

 

1. อยากให้น้องวิภูช่วยเล่าประวัติส่วนตัวคร่าวๆ ให้เพื่อนฟังหน่อย รวมถึงอะไรเป็นสาเหตุให้สนใจเรียนทางด้านดาราศาสตร์คะ

ผมคิดว่าทำแล้วสนุกครับ ไม่มีสาเหตุหรือเหตุการณ์สำคัญอย่างไรเป็นพิเศษที่ทำให้มาทำงานด้านนี้ เพียงแต่ทำแล้วเพลิน เหมือนกับเวลาเรามีขนมอร่อยที่กินแล้วเอื้อมมือไปแกะหยิบมากินอีกเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ตรงนี้ผมมักนึกถึงคำพูดคลาสสิกของไฟน์แมนน์ที่ว่า “Science is like sex: sometimes something useful comes out, but that is not the reason we are doing it

ผมเรียนจบ ม.ต้น ที่สาธิตจุฬา และมาต่อ ม.ปลายที่เตรียมฯ เอ็นต์เข้าคณะวิทยาฟิสิกส์ที่จุฬา และหลังจากเรียนอยู่เทอมนึงก็ได้ทุน พสวท. มาเรียน ตรี-โท-เอก ด้านฟิสิกส์ โดยผมเริ่มมาเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาวาย แล้วโอนหน่วยกิตมามิชิแกน และหลังจากจบ ป.ตรี ฟิสิกส์ที่มิชิแกนผมก็ลงมาต่อ ป.โท – เอก ที่อริโซนา พูดกันตามตรงผมชอบอากาศติดลบแบบแอนอาร์เบอร์มากกว่าอากาศทะเลทรายร้อนแห้งโหดแบบทูซอนหรืออากาศที่เหมือนบ้านเราจนไม่รู้ตัวว่าไม่ได้อยู่เมืองไทยแบบฮาวาย แต่อากาศที่แห้งของทะเลทรายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อริโซนาเป็นศูนย์กลางหนึ่งของการพัฒนาดาราศาสตร์ในอเมริกาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา รวมทั้งหอดูดาวแห่งชาติสหรัฐก็อยู่ตรงข้ามถนนของภาควิชา การอยู่ทะเลทรายจึงเลี่ยงไม่ค่อยได้นัก

 

2. อยากให้ช่วยเล่าที่มาของหนังสือเรื่อง เอกภพ เพื่อความเข้าใจในธรรมชาติของจักรวาล ว่ามาอย่างไร (พี่เข้าใจว่าในการตีพิมพ์ครั้งแรกนั้นน้องวิภูอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น ซึ่งนับว่าอายุน้อยมากที่มีหนังสือวิชาการออกมาวางจำหน่าย) แล้วใช้เวลานานแค่ไหนในการเขียนหนังสือเล่มนี้คะ

ตอนที่ยังเรียนอยู่เมืองไทยผมได้มีโอกาสไปบรรยายทางดาราศาสตร์ให้โรงเรียน มหาวิทยาลัย และกลุ่มผู้สนใจอยู่เรื่อยๆ จึงมีความคิดที่จะเขียนสิ่งที่มักจะบรรยายให้เป็นเล่ม ประกอบกับในเวลานั้นได้มีการบรรจุดาราศาสตร์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาหลักสูตรชั้นมัธยมศึกษา โดยที่ยังมีหนังสือวิชานี้อยู่ในบ้านเราไม่มากนัก ทำให้โครงการนี้ต้องเขียนให้แล้วเสร็จเร็วกว่าที่คาดไว้บ้าง เวลาที่ใช้เขียนจริงๆ ประมาณปีหนึ่งช่วงปี 2 ที่ฮาวาย ก่อนย้ายมามิชิแกนครับ ต้องออกตัวก่อนว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีเนื้อหาเชิงลึกนะครับ หากจะเทียบกับหนังสือที่ใช้เรียนของชั้นปีหนึ่งในอเมริกาน่าจะตื้นกว่าระดับ Introductory

 

3. พี่ทราบมาว่าหนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์มาแล้วถึง 7 ครั้ง แสดงว่าหนังสือของน้องวิภูเป็นที่แพร่หลายมากนะคะ ไม่ทราบว่าในแต่ละครั้งขายได้มากแค่ไหนคะ และมีการเพิ่มเติมเนื้อหาในการตีพิมพ์แต่ละครั้งหรือไม่คะ อย่างไร

ในขั้นแรกที่เขียนนั้นไม่คิดว่าจะมีคนรับพิมพ์ด้วยซ้ำครับ เพราะส่งต้นฉบับไปหลายที่แต่ก็ถูกปฏิเสธมา จนมีความคิดว่าจะพิมพ์เองหรือฝากสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยพิมพ์และจัดจำหน่าย แต่ในที่สุดก็ได้นานมีบุ๊กส์ ซึ่งใจกล้ากว่าเขาเพื่อน ตอบรับพิมพ์หนังสือวิชาการที่ดูไม่น่าจะขายออก ผมเชื่อว่าหนังสือนี้ออกมาได้เวลาที่หลักสูตรดาราศาสตร์ของ สสวท. ออกมาพอดี ก็เลยทำให้มีผู้สนใจมากกว่าที่คิด ประกอบกับกระแสความนิยมสอบดาราศาสตร์โอลิมปิกที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ถึงขณะนี้จึงพิมพ์ไปแล้วประมาณ 3 หมื่นเล่ม ผมปรับเนื้อหาในช่วงแรกโดยความช่วยเหลือของ พล (Cornell; TS45) และ วาว (LSE; TSUK ขณะนี้จบกลับไปทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศแล้ว) เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน แต่ในรอบ 5 ปีตั้งแต่เขียนหนังสือเล่มนี้มาดาราศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปมาก อาทิเช่น นักดาราศาสตร์เชื่อกันโดยทั่วไปแล้วว่าเอกภพของเราจะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหดกลับมายุบรวมตัวกันแน่นอน มีหลักฐานเรื่องสสารมืดและพลังงานมืดมาเพิ่มเติม ไขปริศนาการระเบิดรังสีแกมมาสำเร็จ มียานอวกาศส่งไปดาวเคราะห์เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งความเข้าใจเรื่องความเป็นมาในช่วงต้นของเอกภพนั้นดีขึ้นมากกว่าเมื่อ 5 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด ฯลฯ ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะต้องมีการปรับปรุงใหม่ครั้งใหญ่ภายใน 1-2 ปีนี้ครับ

 

4. นอกจากหนังสือเล่มนี้แล้ว คุณวิภูเคยมีผลงานอย่างอื่นออกมาเผยแพร่บ้างหรือไม่ รวมถึงผลงานที่กำลังจะออกมาเผยแพร่ด้วยค่ะ เป็นผลงานเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้างคะ

ผมทำงานวิจัยอยู่สองเรื่องใหญ่ๆ คือ วิวัฒนาการของกาแล็กซี และ การระเบิดรังสีแกมมา ครับ อย่างแรกหมายถึงศึกษาว่าตั้งแต่เอกภพถือกำเนิดมาเมื่อ 13,700 ล้านปีก่อน กาแล็กซีเริ่มเกิดเมื่อไหร่ ดาวฤกษ์เริ่มเกิดเมื่อไหร่ เกิดมากในช่วงไหน อะไรเป็นปัจจัยให้ดาวฤกษ์เกิดขึ้นใหม่ที่อัตรามากน้อยเพียงใด พฤติกรรมวิวัฒนาการของกาแล็กซีขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของกาแล็กซีอย่างไร หลุมดำยักษ์ตรงกลางกาแล็กซีเกิดขึ้นได้อย่างไร (ตรงกลางทางช้างเผือกเราก็มีอยู่หลุมหนึ่ง) การศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของกาแล็กซีนี้สำคัญ เพราะกาแล็กซีก็คือดาวฤกษ์ และองค์ประกอบแทบทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นตัวมนุษย์เราและทุกอย่างที่เราจับต้องได้ที่ไม่ใช่ไฮโดรเจนและฮีเลียม (สองธาตุนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อเอกภพอุบัติขึ้นในการระเบิดที่เรียกว่า บิ๊กแบง) ก็ล้วนเกิดมาจากแกนกลางของดาวฤกษ์ในทางใดทางหนึ่งทั้งสิ้น การศึกษาว่ากาแล็กซีและดาวฤกษ์ภายในเกิดและวิวัฒนาการไปอย่างไรจึงช่วยตอบคำถามว่าด้วยวิวัฒนาการของสสาร ซึ่งจะไปเชื่อมต่อกับภาพใหญ่ที่ว่าสารชีวโมเลกุลอย่างที่เกิดบนโลกมันเริ่มเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างไร เกิดที่อื่นได้ไหม รวมทั้งคำถามที่ว่ามีดาวเคราะห์คล้ายโลกอยู่ที่อื่นอีกไหม มีชีวิตเกิดขึ้นได้ที่อื่นอีกไหม ชีวิตคืออะไร ทำไม ฯลฯ ขณะนี้ผมกำลังตรวจต้นฉบับงานด้านนี้อยู่เรื่องหนึ่งครับ คือ อัตราการเกิดของดาวฤกษ์ในช่วง 6 พันล้านปีที่ผ่านมาที่ศึกษาในช่วงคลื่นอินฟราเรดด้วยดาวเทียมสปิตเซอร์ในช่วงคลื่น 24 ไมครอน (ช่วงคลื่นที่ตามองเห็นอยู่ในช่วง 0.4 – 0.6 ไมครอน)

อีกงานที่ผมทำวิจัยคือเรื่องการระเบิดรังสีแกมมา (Gamma Ray Burst หรือ GRB) ซึ่งถือเป็นการระเบิดชนิดที่ปล่อยพลังงานมากที่สุดในเอกภพ อันนี้มีผลงานออกมาเยอะหน่อย เพราะเวลามันระเบิดทีก็รายงานที (ฮา) การระเบิดรังสีแกมมา คือ รูปแบบหนึ่งของซูเปอร์โนวาหรือการระเบิดเมื่อดาวฤกษ์ดวงใหญ่มากๆ สิ้นอายุขัย และจะปล่อยพลังงานออกมาส่วนใหญ่ในช่วงคลื่นพลังงานสูงมากคือรังสีแกมมานั่นเอง GRB นี้สว่างจนเราสามารถตรวจจับได้จากโลกไม่ว่าตัวการระเบิดจะอยู่ห่างออกไปอยู่ในมุมไหนของเอกภพ การระเบิดครั้งหนึ่งๆ จะปล่อยพลังงานที่ดวงอาทิตย์ผลิตในชั่วอายุขัยหมื่นล้านปีออกมาในเวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้น เมื่อ 4 ปีก่อนที่ผมเริ่มทำงานวิจัยด้าน GRB นักดาราศาสตร์ยังไม่ทราบว่ามันคือซูเปอร์โนวาชนิดหนึ่ง รู้เพียงว่าเป็นการระเบิดมหึมาปริศนาที่ระเบิดอยู่ไม่กี่สิบวินาที แล้วก็หายไปชั่วนิรันดร์ ไม่มีการระเบิดซ้ำอีก ในขั้นต้นตัวรังสีแกมมาของ GRB นั้นต้องตรวจจับด้วยดาวเทียมเหนือบรรยากาศโลกเพราะบรรยากาศโลกจะดูดซับรังสีแกมมาเอาไว้ (ซึ่งเป็นโชคดีของสิ่งมีชีวิตบนโลก ไม่เช่นนั้นเราคงจะมีอัตราการเกิดมะเร็งพอๆ กับผู้รอดชีวิตจากฮิโรชิมา) แต่การระเบิดของ GRB บางครั้ง (ไม่ใช่ทุกครั้ง) ยังเปล่งแสงในช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ (ซึ่งสังเกตได้จากหอดูดาวบนผิวโลก) ออกมาด้วย การสังเกตแสงที่ตามองเห็นจากการระเบิดรังสีแกมมานี้ภายหลังได้กลายเป็นข้อมูลชิ้นสำคัญที่ได้ช่วยไขปริศนาว่า GRB คืออะไร อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นหากไม่มีดาวเทียมตรวจจับรังสีแกมมาว่ามาจากทางไหน เราก็ไม่มีทางหันกล้องบนโลกไปบันทึกภาพเก็บข้อมูลได้ทัน

เมื่อปลายปี 2004 นาซาได้ส่งดาวเทียมชื่อ สวิฟต์ ขึ้นไปเพื่อตรวจจับ GRB โดยเฉพาะ และเมื่อพบ GRB ก็จะรายงานพิกัดคร่าวๆ กลับมายังโลกทันที โครงการวิจัยที่ผมทำงานร่วมด้วยมีกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติอยู่สี่กล้องกระจายกันอยู่ทั่วโลก ที่ออสเตรเลีย นามิเบีย ตุรกี และ เท็กซัส เพื่อให้มีกล้องอย่างน้อยหนึ่งกล้องอยู่ในด้านกลางคืน คอยเตรียมพร้อมรอรับพิกัด GRB บนท้องฟ้าจากดาวเทียมอยู่ตลอดเวลา เพราะเราไม่รู้ว่า GRB จะระเบิดขึ้นที่ตำแหน่งใดเมื่อไรบนท้องฟ้า ทันทีที่เกิดการระเบิดขึ้นและกล้องได้รับพิกัดจากเทียมสวิฟต์ กล้องก็ที่อยู่ในด้านกลางคืนของโลกและอยู่ในมุมมองที่สังเกตุพิกัด GRB ได้ก็จะหันกล้องไปกราดถ่ายภาพโดยอัตโนมัติเพื่อเก็บข้อมูลมาให้เราหาดูว่าการระเบิดอยู่ที่ตำแหน่งใดกันแน่ และที่สำคัญคือมีการเปล่งแสงในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นได้ (ที่สามารถสังเกตได้จากผิวโลก) ออกมาหรือไม่ – แน่นอนว่าเมื่อดาวเทียมสวิฟต์ตรวจพบ GRB มือถือของลูกทีมทุกคนก็จะดังขึ้นทันที และไม่ว่าจะเป็นเวลาเรียน นอน โทรศัพท์ เข้าห้องน้ำ ฯลฯ ผู้ที่อยู่ในเวรเฝ้า GRB ก็จะต้องรีบไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล และแจ้งรายงานพิกัดที่แม่นยำให้เร็วที่สุด ให้หอดูดาวขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น ที่ฮาวาย ชิลี หรือ เกาะคานารี สามารถติดตามบันทึกข้อมูลได้ก่อนที่แสงในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นได้จะหายลับไป ผมว่างาน GRB นี้สนุกมาก เพราะนอกจากงานจะสนุกโดยตัวของมันเองแล้วยังต้องทำงานแข่งกับเวลาด้วย

อ้อ ... มีอีกงานครับ จำได้ไหมครับเมื่อเดือน ก.ค. 2005 นาซาได้ส่งยานชื่อ ดีพ อิมแพกต์ ไปบินตรงไปชนดาวหางเทมเปล-วัน ให้ส่วนหนึ่งของดาวหางแตกออกเพื่อที่เราจะได้วิเคราะห์องค์ประกอบภายในของหัวดาวหางได้ งานนั้นผมก็ร่วมทีมสังเกตภาคพื้นดินอยู่ด้วยครับ มีชื่ออยู่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียน 212 คนของเปเปอร์ที่ลงวารสาร Science ผมว่าเหตุผลเดียวที่น่าภูมิใจจากอย่างหลังสุดนี่คือผมว่าชาตินี้คงไม่ได้มีโอกาสได้มีชื่ออยู่ในเปเปอร์ที่ author list ยาว 1 ใน 4 ของเปเปอร์อีกแล้ว (ฮา)

 

5. คำถามนี้ขอนอกเรื่องนิดนึงนะคะ ไม่ทราบว่าในเร็วๆ นี้จะเกิดปรากฎการณ์อะไรบ้างที่เราจะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือจากกล้องส่องทางไกลในสหรัฐอเมริกาคะ (พี่จะได้คอยติดตามชมน่ะค่ะ)

ปรากฏการณ์น่าสนใจบนท้องฟ้ามีอยู่ตลอดครับ ขึ้นอยู่กับว่าสนใจจะมองท้องฟ้าไหม ผมว่าท้องฟ้าที่สวยที่สุดคือท้องฟ้าในคืนธรรมดาๆ ไม่มีอะไร ที่มองจากที่มืดสนิทกลางทะเลทราย (อย่างน้อยทะเลทรายก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว)ยิ่งถ้าเป็นช่วงฤดูร้อน เราจะเห็นทางช้างเผือกในส่วนที่เป็นศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราได้ชัดเจน เราจะเห็นกระจุกดาวเล็กๆ เมฆหมอกก๊าซในอวกาศหรือเนบิวลาเล็กๆ เป็นปุยๆ จางๆ อยู่ทั่วไปด้วยตาเปล่า และหากใช้กล้องสองตาหรือกล้องดูดาวดูก็จะยิ่งตระการตา ภาพท้องฟ้าที่ผมว่าน่าประทับใจที่สุดคือท้องฟ้าในคืนธรรมดาที่หอดูดาวกลางเทือกเขาแอนดีสห่างไกลผู้คนของชิลีที่ผมไปทำงานเมื่อสองปีก่อน ในภูเขาลักษณะดังกล่าวที่ไม่มีแสงไฟรบกวนและไม่มีมลภาวะเลย ท้องฟ้ายามค่ำคืนจะมืดมากจนเราสามารถเห็นเงาของตนเองที่ทอดจากแสงดาวได้รางๆ – จริงๆ แล้วไม่ต้องไปถึงชิลี เพราะไม่ว่าที่ไหนที่ฟ้ามืดมากๆ เราก็จะเห็นเช่นนี้ ผมว่านั่นคือปรากฏการณ์ที่น่าติดตามที่สุดที่ทุกคนหาดูได้ครับ

 

6. มีความรู้สึกอย่างไรบ้างคะ ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการผลงานนวัตกรรมข้าราชการรุ่นใหม่ ของ สนร. และได้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อนๆ นักเรียนทุนรัฐบาล

รู้สึกภูมิใจมากครับ แม้ว่าโดยส่วนตัวจะคิดว่าผลงานที่เขียนนั้นยังไม่มีคุณค่าพอจะเป็นนวัตกรรมครับ เพราะยังไม่มีอะไรใหม่ แต่หากจะฝากบอกอะไรถึงเพื่อนนักเรียนทุนสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ คงจะเป็นว่าควรทำวิจัยให้มาก ไม่ว่าจะทำกับ อ.ที่ปรึกษา ทำเอง หรือทำร่วมกับโครงการใหญ่ของคณะวิจัยระหว่างสถาบัน ควรคำนึงเสมอว่าเวลาทำวิจัยไม่ควรจะน้อยกว่าเรียนหนังสือ ไม่ว่าจะในชั้นปีใดๆ ที่อริโซนานี้ถ้าเมื่อไหร่นักเรียน PhD ได้เกรด 4.00 จะถูกครูดุ ว่าทำไมไปทุ่มเทเวลาไปกับการเรียน ไม่ยอมทำวิจัย ในทางกลับกันอริโซนามีนโยบายให้นักเรียนตีพิมพ์ผลงานในวารสารหลักของแต่ละสาขาอย่างน้อยเฉลี่ยปีละ 1 เปเปอร์ นั่นคือ ต้องมีอย่างน้อย 4-5 เปเปอร์จึงจะจบได้ ตรงนี้ผมเห็นด้วยนะครับ เพราะนักเรียนทุนสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อกลับไปถึงเมืองไทยแล้วจะพบว่าทรัพยากรที่มีหายไปหมดเมื่อเทียบกับประเทศอย่างอเมริกา แคนาดา หรือยุโรป ไม่มีทุน ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีนักศึกษา TA/RA ฯลฯ หากไม่รีบสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มวิจัยและนักวิจัยในต่างประเทศโดยการทำงานวิจัยมากๆ รวมทั้งพัฒนาทักษะวิจัยของตน กลับไปก็คงเหนื่อย

 

7. รู้สึกอย่างไรกับการกลับไปทำงานที่ประเทศไทยคะ และคิดว่าจะนำความรู้ที่ได้จากการมาศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกากลับไปประยุกต์ใช้กับงานอย่างไรบ้างคะ

ผมตั้งใจไว้อยู่แล้วตั้งแต่เริ่มรับทุนมาว่าจะกลับไปทำงานที่ประเทศไทยครับ งานด้านดาราศาสตร์ก็เช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ ในบ้านเรา คือ ขาดโครงสร้างพื้นฐานทางการวิจัย ไม่มีเงิน (ในแง่ที่ว่าน้อยกว่าที่ๆ เคยเรียนมา) และอย่างที่บอกคือไม่มีนักศึกษา ป.โท-เอก มาคอยเป็น TA/RA หากทำงานอยู่ในระบบมหาวิทยาลัยก็ยังต้องรับภาระงานสอน ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเป็นธรรมชาติของงานนักวิชาการในบ้านเรา ทั้งในแง่ความสวยงาม และในแง่ข้อจำกัด

ในขณะนี้เองผมมีโครงการที่ทำในเมืองไทยต่อเนื่องอยู่ คือ ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ (LESA) ซึ่งได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งสนับสนุนให้โครงการพัฒนาสื่อสารเรียนรู้สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์เพื่อใช้ในระดับโรงเรียนในบ้านเรา รวมทั้งทำโครงการนำร่องศึกษาวิธีการที่จะให้นักเรียนและครูมาเรียนรู้ผ่านการทำวิจัยด้วยข้อมูลจริง ซึ่งในการนี้ทาง สกว. ก็ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกับโครงการที่ผมศึกษา GRB ดังที่กล่าวไปข้างต้น เพื่อใช้เวลาที่เหลือของกล้องทั้งสี่ทั่วโลกส่วนหนึ่งเพื่องานการศึกษาในประเทศไทย ตรงนี้เป็นตัวอย่างเบื้องต้นของการแก้ปัญหาความขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานในการวิจัยด้วยความร่วมมือกับต่างประเทศ ซึ่งอาจจะมีทรัพยากรเหลือใช้ที่เป็นประโยชน์ในประเทศไทยได้

อีกโครงการที่ทำร่วมงานต่อเนื่องอยู่ในบ้านเราคือการจัดสร้างหอดูดาวแห่งชาติที่ดอยอินทนนท์ของ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร. หรือ นาริท) ซึ่งจะเป็นกล้องขนาด 2.4 เมตร รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์สำหรับกล้องดังกล่าวซึ่งผมเชื่อว่าจะสามารถเริ่มสังเกตเก็บข้อมูลทางดาราศาสตร์ได้ในช่วงปลายปี 2553 อย่างไรก็ตามในแง่ของงานวิจัย ผมพยายามเน้นงานที่โดยธรรมชาติของงานสามารถศึกษาวิจัยได้ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีการสังเกตเก็บมาไว้แล้ว ซึ่งนับวันจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากดาวเทียม กล้องดูดาว และกล้องโทรทรรศน์อวกาศต่างๆ (เวลานี้ข้อมูลมีเยอะเกินกว่าที่นักดาราศาสตร์จะวิเคราะห์กันไหว!) เพราะสามารถนำมาประยุกต์ทำต่อในประเทศไทยได้หลากหลายทิศทาง แม้ว่าอาจจะขาดเงินทุนสนับสนุนหรือไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้เมื่อกลับมาเมืองไทยสามารถสานต่อได้อย่างราบรื่นที่สุด หากผมสามารถกลับไปตั้งกลุ่มวิจัยด้านนี้ได้ที่เมืองไทย ก็จะถือว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งในชีวิตครับ

เป็นอย่างไรบ้างคะ เต็มอิ่มกับความรู้ต่างๆ ทางดาราศาสตร์ที่คุณวิภูได้เล่าให้พวกเราฟังกันไปแล้ว สำหรับเพื่อนๆ คนใดที่สนใจอยากทราบเรื่องราวต่างๆ ทางด้านดาราศาสตร์เพิ่มเติมสามารถหาหนังสือของคุณวิภูอ่านได้นะคะ (แต่คงต้องไปอุดหนุนคุณวิภูหน่อยนะคะ)

พวกเราชาว สนร. เองก็มีความยินดีและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนในการเสริมสร้างข้าราชการไทยรุ่นใหม่ที่จะก้าวไปเป็นมือหนึ่งด้านดาราศาสตร์ของประเทศไทยต่อไปในอนาคต ครั้งนี้คงต้องขอลากันไปก่อน แล้วพบกันครั้งต่อไปนะคะ สวัสดีค่ะ