Skip to content. | Skip to navigation

Personal tools
Log in
You are here: Home ข่าวสาร ข่าวโครงการนวัตกรรมฯ ครั้งที่ 13 เดือนเมษายน 2554

ครั้งที่ 13 เดือนเมษายน 2554

ครั้งที่ 13 เดือนเมษายน 2554
กลับมาพบกันอีกครั้งกับโครงการนวัตกรรมฯ ครั้งที่ 13 สำหรับโครงการนวัตกรรมข้าราชการไทยพันธุ์ใหม่ (นทร. ) ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา (Thai Scholar Innovation in USA and Canada) ครั้งนี้ สนร. ภูมิใจเสนอผลงานนวัตกรรมดีเด่นด้าน Health Administration ของคุณนันทนา ไกรแสง (น้องดาว) นักเรียนทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ กำลังศึกษาระดับปริญญาเอก สาขา Health Administration อยู่ที่ Virginia Commonwealth University

ผลงานของน้องดาวมีดังนี้

1. ผลงานเรื่อง “Medicaid Pharmacy Cost-containment policy actions and Access to prescription drugs and medical care”ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมแสดงในงานประชุมวิชาการ International Society of Pharmacoeconomics and Outcomes Research (ISPOR) 14th ที่ เมืองออแลนโด รัฐฟลอริดา และ AcademyHealth’s Annual Research Meeting (ARM) ที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ วันที่ 28-30 มิถุนายน 2552 และได้รับเลือกให้ตีพิมพ์ในวารสาร “Drug Benefit Trends” Vol.21, No. 10 ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2552 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://dbt.consultantlive.com/pharmacoeconomics/content/article/1145628/1494462

2. ผลงานเรื่อง “The use of E-prescribing, physicians’ perception of Medicaid payment and their wiliness to accept new Medicaid patients” ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมแสดงในงาน 2010 International Society of Pharmacoeconomics and Outcomes Research (ISPOR) 15th Annual International Meeting ณ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย วันที่ 15-19 พฤษภาคม 2553 และได้รับรางวัล ISPOR Poster Finalist Award อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.ispor.org/meetings/atlanta0510/Posters2.aspx

3. ผลงานเรื่อง "Insurance Status and the Use of Angiotensin II Receptor Blockers (ARBs) and Angiotensin-Converting Enzyme (ACE) Inhibitors among post-Myocardial Infarction (MI) patients"ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมแสดงในงาน ISPOR 16th Annual International Meeting ณ เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์วันที่ 23 พฤษภาคม 2554 และ 2011 AcademyHealth’s Annual Research Meeting (ARM) ณ เมืองซีแอทเทิล รัฐวอชิงตัน วันที่ 13 มิถุนายน 2554

ไปทำความรู้จักกับผลงานต่างๆเหล่านี้จากบทสัมภาษณ์น้องดาวกันเลยดีกว่าค่ะ

1. ช่วยเล่าประวัติส่วนตัวคร่าวๆ ให้เพื่อนฟังหน่อยได้ไหมคะ รวมถึงอะไรเป็นสาเหตุให้สนใจเรียนทางด้าน Health Administration คะ

ได้ค่ะ ดาวเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัวค่ะ คุณพ่อคุณแม่ทำธุรกิจส่วนตัว จบปริญญาตรีสาขาเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลังจากจบแล้วก็ไปทำงานใช้ทุน 2 ปีตามข้อกำหนดของหลักสูตรฯ ที่กองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ระหว่างที่ทำงานใช้ทุนฯก็ได้เรียนปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ ที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วยค่ะ หลังจากนั้นก็ได้ทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่จัดสรรให้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ให้มาศึกษาในระดับปริญญาโทและเอก ในด้าน Health Administration ที่สหรัฐอเมริกาในปี 2548 และได้จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้าน Health Administration เมื่อปี พ.ศ. 2551 จาก School of Public Health University of South Carolina, Columbia ขณะนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาเอก สาขา Pharmacy Administration ที่ Virginia Commonwealth University ค่ะ

สาเหตุที่สนใจในสาขานี้ เนื่องจากว่า ดาวเรียนจบและมีพื้นฐานในด้านยาและสุขภาพอยู่แล้ว หลังจากที่ดาวเรียนได้เรียน MBA แล้วทำให้มีความรู้สึกว่า วิชาบริหารธุรกิจจะเน้นการบริหารเพื่อการทำกำไรจากลูกค้า ซึ่งไม่ใช่ในทางด้านสุขภาพทางการแพทย์ หากเราพูดถึงเรื่องสุขภาพแล้ว ปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องและบุคลากรทางการแพทย์จะต้องคำนึงถึงก็คือ ชีวิต ความปลอดภัย คุณภาพ และสุขภาพของคนไข้ จะต้องมาก่อนการคำนึงถึงกำไรเสมอ และเนื่องจากงานที่ทำมาแล้วนั้นจะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแล ป้องกัน และเฝ้าระวังระบบสุขภาพของประชาชนในภาพรวมระดับประเทศ เลยทำให้อยากจะเรียนเน้นไปทางด้านการบริหารทางด้านสุขภาพค่ะ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการทำงานในอนาคตต่อไป

2. ไม่ทราบว่าผลงานแต่ละผลงานมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ ช่วยเล่ารายละเอียดของผลงานแต่ละผลงานอย่างย่อ ให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ

จริงๆแล้วผลงานแต่ละชิ้นก็มีเอกลักษณ์และความเฉพาะที่ต่างกันออกไปนะคะ อย่างผลงานแรกเมื่อสองปีก่อนนั้น เป็นการศึกษาว่านโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายที่แต่ละรัฐฯได้นำมาใช้ใน Medicaid program นั้นจะมีผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและการรักษาของคนไข้ Medicaid หรือไม่ ซึ่งข้อกำหนดของนโยบายนี้เข้มงวดแตกต่างกันในแต่ละรัฐฯ นโยบายนี้จำกัดทั้งทางด้านยาและทางด้านอื่นๆ เช่น ต้องใช้ยาที่กำหนดในรายการเท่านั้น หากใช้ยานอกเหนือที่กำหนดจะต้องได้รับการอนุมัติก่อน, ให้ใช้ยาสามัญ (generic drug) เท่านั้น, ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบจ่ายค่ายาต่อรายการ (copayment), หรือ จำกัดค่ารักษาพยาบาลที่ทางรัฐฯจ่ายให้แก่สถานพยาบาล (provider payment reduction) เป็นต้น ซึ่งตรงนี้เป็นอาจเป็นสาเหตุที่จะจำกัดให้ผู้ป่วยไม่อาจเข้าถึงยาและการรักษาได้เพราะผู้ป่วย Medicaid นั้นเป็นผู้ป่วยที่มีรายได้ต่ำและมีฐานะยากจน ก็เลยเป็นเหตุผลของการศึกษาเรื่องนี้ค่ะ หลังจากได้แสดงผลงานนี้ที่งานประชุมวิชาการทางเภสัชเศรษฐศาสตร์(ISPOR) ที่เมืองออแลนโด รัฐฟลอริดาไปแล้ว ได้มีบรรณาธิการที่ได้ไปร่วมชมผลงานนั้น ได้ติดต่อให้ส่งผลงานต้นฉบับไปลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการค่ะ

หลังจากผลงานแรกซึ่งดาวได้ทำการศึกษาในมุมมองด้าน Demand แล้ว ก็มามองดูว่าหลังจากที่ Healthcare Reform ที่ได้บังคับใช้เมื่อเดือนมีนาคม 2010 นั้น มีหลายหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับกับคนไข้ Medicaid และทางรัฐบาลก็กังวลในส่วนนี้เช่นกัน คือ ปัญหาการจ่ายเงินค่ารักษาผู้ป่วยให้กับสถานพยาบาลที่ให้การรักษาคนไข้ Medicaidในอัตราที่ต่ำ และรัฐบาลพยายามที่จะเพิ่มการจ่ายเงิน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้แพทย์สนใจที่จะรับคนไข้ Medicaid มากขึ้น แต่ก็ยังแก้ไขอะไรไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นหนึ่งในนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายที่ได้รวมอยู่ในผลงานชิ้นแรกด้วยค่ะ เพราะว่า หลังจากที่สถานพยาบาลที่รับคนไข้ และได้ให้การรักษาแล้ว จะทำการส่งเอกสารเพื่อเรียกเก็บเงินกับทางรัฐฯ โดยปกติแล้วทางสถานพยาบาลจะได้รับอัตราการเบิกจ่ายในสัดส่วนที่ต่ำที่สุดและช้าที่สุด เมื่อเทียบกับคนไข้ที่มีประกันประเภทอื่นๆ ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ สถานพยาบาลไม่อยากจะรับคนไข้ Medicaidรายใหม่ เมื่อป็นเช่นนี้แล้ว คนไข้ Medicaid ก็จะหาสถานพยาบาลที่ให้การรักษาลำบากขึ้น บางคนที่มีแพทย์ประจำอยู่แล้ว อยู่ๆแพทย์ยกเลิกการรับคนไข้ Medicaid เพราะว่ารายรับไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย คนไข้เหล่านั้นก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก ในเรื่องนี้ได้ศึกษาพฤติกรรมของแพทย์ในสองด้านคือ Self-interest (พิจารณาจาก economic incentives) และ Altruism (นำ E-prescribing systemมาใช้ในคลินิก) จากผลการศึกษาก็พบว่าหากแพทย์ที่คิดถึงเรื่องการเบิกจ่ายเงินว่าสำคัญ มีแนวโน้มที่จะไม่รับคนไข้ใหม่ Medicaid มาก หากแพทย์ที่เห็นแก่ความปลอดภัยและประโยชน์ของคนไข้มากกว่าก็จะมีการนำระบบ electronic มาใช้ในคลินิก (ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงและต้องใช้เวลานานถึงจะคุ้มทุน)

ส่วนผลงานชิ้นที่สามนี่เป็นการศึกษาในเรื่องประเภทของประกันสุขภาพของคนไข้กับการเข้าถึงยารักษาโรคหัวใจในผู้ป่วยหลังจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ ที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่า Heart attack นั่นเองค่ะ ก็จะดูว่าคนไข้ที่มีประกันประเภทไหนที่มีโอกาสใช้ยามากกว่ากัน ในยาสองกลุ่มคือ Angiotensin II Receptor Blockers (ARBs) และ Angiotensin-Converting Enzyme (ACE) Inhibitors ยาสองตัวนี้จะต่างกันที่การออกฤทธิ์และราคา ซึ่ง ARBs จะเป็นยา กลุ่มใหม่กว่าและแพงกว่า มีผลข้างเคียงที่น้อยกว่า ACE inhibitors จากผลการศึกษาพบว่าคนไข้ Medicare (คนไข้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือคนไข้ทุพพลภาพอายุน้อยกว่า 65 ปี) และคนไข้ที่ไม่มีประกัน เป็นกลุ่มที่เข้าถึงยา ARBs ได้ต่ำสุด

3. ฟังดูแล้วผลงานแต่ละผลงานก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันเลย แต่พี่อยากถามเกี่ยวกับผลงาน เรื่อง “The use of E-prescribing, physicians’ perception of Medicaid payment and their wiliness to accept new Medicaid patients” ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมแสดงในงาน 2010 International Society of Pharmacoeconomics and Outcomes Research (ISPOR) 15th Annual International Meeting และได้รับรางวัล ISPOR Poster Finalist Award อยากให้ช่วยเล่าบรรยากาศในงาน ว่ามีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดกี่ราย และมีรางวัลอะไรบ้างคะ

จำนวนผลงานทั้งหมดที่เข้าร่วมก็ประมาณ 1300 เรื่องค่ะ ได้รับการคัดเลือกให้แสดงผลงานประมาณ 1000 เรื่อง แบ่งแสดงผลงานทั้งหมดสามวัน ซึ่งทั้งหมดมี16 theme รางวัล Poster finalist award นี้ก็จะมอบให้กับผู้ที่แสดงผลงานของแต่ละวัน ในแต่ละ theme ค่ะ ซึ่งผลงานของดาวอยู่ใน Health care use & policy studies theme ค่ะ

นอกจากนี้ผลงานชิ้นนี้ยังได้รับการเผยแพร่ในเว็บไซต์ของ VCU และ Alumni Publication ด้วย (ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.vcu-mcvalumni.org/site/c.jeJOITOwEpH/b.6088025/

และ http://www.pharmacy.vcu.edu/sub/alumni/docs/Pipeline10.pdf)

4. ผลงานส่วนใหญ่ของน้องดาวจะเกี่ยวข้องกับระบบประกันสุขภาพในสหรัฐไม่ว่าจะเป็น Medicaid Medicareหรือการประกันสุขภาพสำหรับบุคคลทั่วไป น้องดาวมองระบบประกันสุขภาพของประเทศไทยว่าแตกต่างจากของสหรัฐอเมริกาอย่างไร และเราสามารถจะนำความรู้เกี่ยวกับระบบประกันในสหรัฐไปใช้สำหรับการทำงาน

จริงๆแล้วระบบประกันสุขภาพของอเมริกาเป็นระบบที่ unique ไม่เหมือนของประเทศใดๆค่ะ เพราะว่ามีระบบจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่หลากหลายรูปแบบมีผู้จ่ายหลายราย ไม่มีหน่วยงานงานที่ดูแลควบคุม ไม่มี universal coverage และที่สำคัญ อเมริกาเป็นประเทศทีมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงที่สุดในโลก คิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อรายคนประมาณ $7500 ต่อปีในขณะที่ประเทศไทยเราอยู่ที่ประมาณ $100 นั่นคือภาพรวมของระบบสุขภาพของอเมริกา แต่เมืองไทยเรามีหน่วยงานกลางที่คอยดูแลควบคุมราคาต่างๆ ซึ่งโดยรวมๆแล้วประเทศเรามีระบบประกันฯหลักๆ ก็คือ ระบบเบิกจ่ายสวัสดิการของข้าราชการ (Civil Servant Medical Benefit Scheme (CSMBS)) ระบบประกันสังคม(Social Security Scheme) ระบบประกันสุขภาพสามสิบบาท (Universal Coverage) และประกันสุขภาพแบบสมัครใจ (Private Health Insurance) จะเห็นได้ว่า ระบบของประเทศเราต่างจากอเมริกาอย่างสิ้นเชิง แต่ยังไงดาวก็คิดว่าเราสามารถนำเทคโนโลยี ทฤษฎี และเทคนิคต่างๆที่ได้เรียนมา นำไปปรับใช้กับระบบสาธารณสุขบ้านเราได้แน่นอนค่ะ อยากให้ประชาชนชาวไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วค่ะ

5. ช่วยคำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพกับเพื่อนๆนักเรียนทุนหน่อยค่ะ

เพื่อนๆ อาจจะเหนื่อยและเครียดเนื่องมาจากการเรียน แต่ยังไงแล้วอยากให้แบ่งเวลาดูแลสุขภาพของเรากันด้วยนะคะ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูกสุขลักษณะ ครบห้าหมู่ แบ่งเวลาหลังจากการเรียนไป ออกกำลังกายบ้าง นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลาย ให้มีสุขภาพใจที่เข้มแข็งด้วยนะคะ เตรียมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจให้แข็งแรงและเข้มแข็ง พร้อมรับมือกับการเรียนที่หนักและเหนื่อย ดูแลป้องกันไว้ก่อน ดีกว่าต้องมาคอยรักษาค่ะ เหมือนที่ Benjamin Franklin กล่าวไว้ว่า “An ounce of prevention is worth a pound of cure”

6. อยากให้น้องดาวช่วยแนะนำหลักสูตร Health Administration ที่ Virginia Commonwealth University ว่ามีลักษณะการเรียนการสอนเป็นอย่างไร แตกต่างจากที่มหาวิทยาลัยอื่นอย่างไร และมีคำแนะนำ และข้อคิดเห็น อะไรบ้างสำหรับน้องๆ ที่สนใจอยากเข้าเรียนสาขานี้ที่ VCU คะ

ส่วนใหญ่ Health Administration จะอยู่ในโรงเรียน Public Health ทั่วประเทศแต่อาจจะเรียกชื่อหลักสูตรที่แตกต่างกันออกไปค่ะ จริงๆแล้วที่ VCU มีทั้งสองหลักสูตรค่ะ ทั้ง Pharmacy Administration จะอยู่ใน School of Pharmacy และ Health Administration แต่อยู่ภายใต้ School of Public Health พื้นฐานของนักเรียนทั้งสองหลักสูตรจึงแตกต่างกันไปค่ะ ส่วนใหญ่นักเรียนที่เรียนในหลักสูตร Pharmacy Administration จะมีพิ้นฐานทางด้านเภสัชศาสตร์และตามหลักสูตรจะมีการศึกษาทางด้านยาและผลลัพธ์ในด้านอื่นๆ เช่น ผลลัพธ์ของการรักษาในเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีทั้ง Master และ PhD ตอนนี้ทางโรงเริยนเพิ่งจะเปลี่ยนชื่อหลักสูตรเป็น Pharmacoeconomics and Health Outcomes ซึ่งเป็นการผสมผสารการศึกษาทั้งในด้านยาและด้านรวมของระบบสุขภาพ ซึ่งมองทั้งมุมมอง micro และ macro ค่ะ

หลักสูตรนี้ที่ VCU เปิดมาได้ไม่นานเท่าไรหากเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพราะว่าหลักสูตรนี้ค่อนข้างจะใหม่ที่อเมริกา เกิดมาได้แค่ไม่กี่สิบปี เป็น division เล็กๆใน School of Pharmacy จำนวนนักเรียนมีไม่มาก แต่อาจารย์ก็ดูแลนักเรียนได้อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง แต่ในระดับปริญญาเอกจริงๆแล้วก็คือการเรียนและค้นคว้าด้วยตนเองอยู่แล้วค่ะ พูดโดยรวมๆ VCU จะมี สองcampus คือ Monroe park และ Medical College of Virginia (MCV) ซึ่ง Pharmacy School นี่จะอยู่ใน MCV campus ซึ่งจะแวดล้อมไปด้วยโรงพยาบาล ดังนั้นแต่ละวันก็จะได้เห็นคนไข้ บุคลากรทางการแพทย์ และจะได้ยินเสียงรถพยาบาลตลอดเวลาค่ะ VCU ตั้งอยู่ในเมือง Richmond ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐฯ ไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไปค่ะ อากาศก็ไม่หนาวหรือร้อนจัด ห่างจาก Washington DC ประมาณ 100 ไมล์ หรือ เกือบๆสองชั่วโมงได้ค่ะ หากน้องๆ ที่สนใจในหลักสูตรนี้สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.pharmacy.vcu.edu/pharmacy/page.aspx?id=58 หรือมีคำถามที่สงสัยก็สามารถสอบถามมาที่พี่ดาวได้ค่ะ

7. มีอะไรอยากแนะนำรุ่นน้องบ้างคะ ทั้งในเรื่องการศึกษา งานวิจัย ผลงาน การเข้าร่วมสัมนาต่างๆ ฯลฯ ในระหว่างที่ต้องใช้ชีวิตศึกษาในต่างแดน

อยากให้น้องๆ ลอง ถามตัวเองและลอง ค้นหาในสิ่งที่น้องๆสนใจดูก่อนนะคะ เพราะว่าหากต้องทำอะไรในสิ่งที่เราไม่ค่อยชอบหรือไม่ได้สนใจเลย จะทำให้เราขาดแรงจูงใจและความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดผลงานออกมาค่ะ ส่วนเรื่องการส่งผลงาน หรือการเข้าร่วมสัมมนาต่างๆตรงนี้ ข้อกำหนดอาจจจะแตกต่างกันไปในแต่ละสาขานะคะ การเข้าร่วมสัมมนาตามงานประชุมวิชาการต่างๆนั้นก็ถือว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์และได้ประสบการณ์ที่ดี ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในหลายๆสาขา จากหลากหลายสถาบัน และก็ถือโอกาสไปพักผ่อนไปในตัวหลังจากที่สัมมนาเสร็จแล้วค่ะ เพราะสัมมนาส่วนใหญ่ที่ดาวไปจะจัดในช่วง Summer

หากเมื่อพูดถึงเรื่องการเรียนแล้ว การเรียนในระดับปริญญาเอก เมื่อเปรียบเทียบกับระดับปริญญาโท นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งความยากลำบาก และ ความเครียด ซึ่งย่อมมีมากกว่า บางครั้งเราต้องท้อ ต้องเหนื่อย เจออุปสรรค บางครั้ง ความรู้สึกหมดหวัง ท้อแท้อาจจะเกิดขึ้นได้ แรงจูงใจ แรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นเป็นสิ่งที่สำคัญในระหว่างการศึกษา บางครั้งเวลามีปัญหา เครียด เหนื่อย มองหรือหาวิธีแก้ปัญหาไม่ออก ลองหยุดพัก วางปัญหานั้นลง แล้วลองหาอะไรทำผ่อนคลาย เมื่อรู้สึกดีแล้ว เข้าไปดูปัญหานั้นใหม่อีกครั้ง คราวนี้เราจะได้มองเห็นปัญหานั้นๆในอีกมุมมองหนึ่งแทนและเห็นได้ดีกว่าตอนที่เราเคร่งเครียดในตอนแรก สติ และสมาธิ ช่วยได้เสมอค่ะ

ตามความคิดเห็นส่วนตัวของพี่ดาว ปกติเวลาที่มีปัญหา เครียดท้อแท้ พี่ดาวก็จะหางานอดิเรกทำเพื่อพักผ่อน เพราะถ้าเราทำงานตอนที่กำลังเครียด หรือ ท้อแท้ ผลงานที่ออกมาอาจจะแย่เสียยิ่งกว่าเดิม ตรงนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนนะคะ แต่ของพี่ดาวก็จะไปเดินเล่น ไปออกกำลังกายที่โรงยิม ทำอาหารอร่อยๆทาน ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ เมื่อรู้สึกสบายใจแล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ หลายๆ ครั้งที่พี่ดาวคิดงานออก ขณะที่เดินเล่น หรือออกกำลังกาย เพราะว่า ร่างกายและสมองเราผ่อนคลาย โอกาสที่จะคิดอะไรก็มีมากกว่าตอนที่เราเคร่งเครียด

8. รู้สึกอย่างไรบ้างคะ ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการผลงานนวัตกรรมข้าราชการรุ่นใหม่ ของ สนร. และได้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อนๆ นักเรียนทุนรัฐบาล

รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมากค่ะหลังจากได้รับการคัดเลือก ยังไงก็ขอขอบคุณพี่ๆชาว สนร ที่มอบโอกาสนี้ให้ค่ะ

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างนักเรียนทุนของเรานะคะ ฟังแล้วน่าชื่นใจมากๆ ที่เรากำลังจะได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูงมากคนหนึ่งทางด้าน Health Administration มาเป็นกำลังสำคัญของชาติ หลังจากได้สัมภาษณ์น้องดาวแล้ว สนร. อยากเชิญชวนให้น้องๆ หันมาดูแลรักษาสุขภาพกัน โดย น้องๆ ที่ทำประกันสุขภาพผ่าน สนร. ควรไปตรวจสุขภาพ (Routine Physical Exam) ตามเงื่อนไขของบริษัทประกันสุขภาพซึ่งให้สิทธิ์แก่ผู้ที่ยังไม่เคยไปตรวจสุขภาพ ภายใน 24 เดือนที่ผ่านมา (อ่านรายละเอียดได้ที่ 2010/2011Insurance Brochure for Thai Scholars and Dependents หน้า 13 ) ทั้งนี้ขอให้ศึกษากรมธรรม์ประกันสุขภาพ และ/หรือตรวจสอบกับบริษัทประกันสุขภาพเกี่ยวกับสิทธิ์คุ้มครองต่างๆ ก่อนที่จะเข้ารับการตรวจ/รักษา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการปฏิเสธการจ่ายค่าประกันสุขภาพจากบริษัทประกันฯ สำหรับน้องๆ ที่ทำประกันสุขภาพผ่านสถานศึกษาขอให้ไปตรวจสอบเงื่อนไขการตรวจสุขภาพจากบริษัทประกันสุขภาพนั้นๆ และปฏิบัติตามสิทธิ์นะคะ

สนร. ขอเชิญชวน นทร. ทุกท่านนำเสนอผลงานดีๆ และเป็นที่ยอมรับไม่ว่าจะเป็นบทความ งานวิจัย หรือกิจกรรมต่างๆ มายัง สนร. เพื่อร่วมประกวดในโครงการครั้งต่อไป ไม่แน่นะคะ ท่านอาจเป็นผู้ที่ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการของเราครั้งหน้าก็ได้ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีค่ะ