Skip to content. | Skip to navigation

Personal tools
Log in
You are here: Home ข่าวสาร ข่าวโครงการนวัตกรรมฯ ครั้งที่ 12 เดือนตุลาคม 2553

ครั้งที่ 12 เดือนตุลาคม 2553

ครั้งที่ 12 เดือนตุลาคม 2553
สำหรับโครงการนวัตกรรมฯ ครั้งที่ 12 นี้ สนร. ภูมิใจเสนอผลงานนวัตกรรมดีเด่นด้าน Food Engineering ของคุณสุวลักษณ์ อัศวสันติ หรือน้องสุ นักเรียนทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ ที่เพิ่งจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ณ University of California at Davis สดๆ ร้อนๆ เลยค่ะ

ก่อนอื่น พี่ๆ ชาว สนร. ขอแสดงความยินดีและต้อนรับน้องๆ นักเรียนทุน/ข้าราชการลาศึกษาใหม่ที่เพิ่งเดินทางมาศึกษาในสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดาในภาคเรียน Fall 2010 นี้ทุกคนนะคะ และก็ขออวยพรให้น้องๆทุกคนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีสมดังความมุ่งมั่นตั้งใจ ทั้งนี้ขอให้ระลึกเสมอว่า สนร. เป็นเสมือนบ้านที่สองของน้องๆ หากน้องๆ ประสบกับปัญหาอะไรก็ตาม ทั้งเรื่องเรียนและเรื่องส่วนตัว น้องๆ สามารถติดต่อเพื่อขอคำแนะนำจาก จนท. ที่ดูแลน้องได้ค่ะ

ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งแรกของน้องๆ หลายคนที่ได้ยินชื่อ โครงการนวัตกรรมข้าราชการไทยพันธุ์ใหม่ (นทร. ) (แต่สำหรับ นทร. เก่าคงรู้จักโครงการนี้กันดีอยู่แล้ว) พี่จะขอเกริ่นถึงโครงการนี้คร่าวๆ นะคะ สนร. เปิดโอกาสให้นักเรียนทุนและข้าราชการทุกท่านส่งผลงานอันได้แก่ บทความ งานวิจัย หรืองานกิจกรรมต่างๆ ทางด้านวิชาการที่ได้รับการเผยแพร่ในระดับมหาวิทยาลัย และเป็นที่ยอมรับจากบุคคลทั่วไปมายัง สนร. เพื่อร่วมโครงการโดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกนั้นจะได้รับประกาศเกียรติคุณจาก สนร. โดย สนร. จะได้เผยแพร่ผลงานดังกล่าว พร้อมประวัติและบทสัมภาษณ์ของผู้ที่ได้รับการคัดเลือกลงในเว็บไซต์ของ สนร. และ สนร. จะได้แจ้งให้ต้นสังกัดทราบถึงผลงานดีเด่นของ นทร. / ขร. ด้วย โดย สนร. ได้คัดเลือกนักเรียนทุนเข้าร่วมโครงการมาแล้ว 11 รายค่ะ (ดูรายละเอียดผลงานของนักเรียนทุนทั้ง 11 รายที่เคยร่วมโครงการกับ สนร. ได้ที่ http://www.oeadc.org/scholars/ThaiInno )

สำหรับโครงการนวัตกรรมฯ ครั้งที่ 12 นี้ สนร. ภูมิใจเสนอผลงานนวัตกรรมดีเด่นด้าน Food Engineering ของคุณสุวลักษณ์ อัศวสันติ หรือน้องสุ นักเรียนทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ ที่เพิ่งจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ณ University of California at Davis สดๆ ร้อนๆ เลยค่ะ

ผลงานดีเด่นของน้องสุ ได้แก่ ผลงานวิจัยเรื่อง Frequency Effect of Pulsed Electric Fields on Onion Tissue Integrity ได้รับรางวัลที่ 1 ในการประกวด Graduate Student Paper Competition ด้าน Nonthermal ในงาน IFT Conference ซึ่งจัดที่เมืองชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ ค่ะ (สนใจอ่านรายละเอียดได้ในเว็บไซต์ Institute of Food Technologists ของ ได้ที่ http://www.ift.org/divisions/nonthermal/ )

นอกจากนี้ สนร. ยังทราบมาว่ายังมีนักเรียนทุนอีกหลายรายที่ได้เข้าร่วมประกวดในงาน IFT Conference นี้ และได้รับรางวัลด้วย สนร. ขอแสดงความดีใจด้วยค่ะ เอาล่ะค่ะ อย่ารอช้ากันเลย เรามาฟังบทสัมภาษณ์ของน้องสุกันเลยดีกว่า

 

1. ก่อนอื่นขอให้น้องสุช่วยเล่าประวัติส่วนตัวคร่าวๆ ให้เพื่อนฟังหน่อย รวมถึงอะไรเป็นสาเหตุให้สนใจเรียนทางด้าน Food Engineering คะ

สุเป็นลูกคนที่สองจากทั้งหมดสามคนพี่น้อง สมัยเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ (สมเกียรติ-สุจริตรา อัศวสันติ) มีธุรกิจส่วนตัวที่จะต้องเข้าไปดูแลทุกวันจันทร์- เสาร์ ทำให้ไม่ค่อยจะมีเวลาว่างนัก ลูกๆ เลยถูกส่งให้ไปเรียนพิเศษและเข้าค่ายต่างๆ ในช่วงปิดเทอม ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี ทำให้สุได้หัดปรับตัวเข้ากับเพื่อนและสภาพแวดล้อมใหม่ๆ อยู่เสมอๆ ความสนใจด้านวิทยาศาสตร์เริ่มต้นมาจากการที่ไปเข้าค่าย Go Genius Science Camp กับพี่สาวสมัยเรียนชั้นประถม ได้ทำการทดลองที่สนุกและได้ความรู้เลยตัดสินใจเรียนสายวิทย์-คณิต ที่โรงเรียนราชินีจนถึง ม.4 และสอบเอนทรานซ์ติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตอนนั้นรู้แต่ว่าอยากเรียนวิศวะเพราะชอบการคำนวน แต่ไม่รู้จะเรียนสาขาอะไรดี พอต้องตัดสินใจเลือกคณะตอนปี 2 คุณพ่อก็เลยแนะนำให้ลองดูว่าระหว่างวิศวกรรมเกษตร กับ วิศวกรรมอาหาร อันไหนน่าสนใจกว่ากัน คุณพ่อเล็งเห็นว่าเมืองไทยเป็นประเทศที่ทำการเกษตรและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารเป็นหลัก ถ้าเรียนหนึ่งในสองสาขาวิชานี้น่าจะหางานได้ไม่ยากนัก สุดท้ายสุก็ตัดสินใจเรียน วิศวกรรมอาหาร ซึ่งเน้นหนักไปทางด้าน Food Machinery ระหว่างเรียนก็ได้ไปฝึกงานที่โรงงานไอศกรีมวอลล์ และเยี่ยมชมโรงงานอาหารอีกหลายแห่ง ทำให้ได้รู้ว่ากว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแต่ละชนิดให้เราได้เลือกซื้อกันต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย และยิ่งเพิ่มความสนใจทางด้านกระบวนการแปรรูปอาหารมากขึ้น

พอเรียนจบก็ได้ทุนจากโครงการทักษะวิศวกรรมอาหาร (Food Engineering Practice School, FEPS) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ให้เรียนต่อปริญญาโท พอเรียนจบก็ได้รับการติดต่อจากทางอาจารย์ที่บางมดให้มาทำงานเป็นผู้ช่วย Site Director ของ FEPS ทำงานอยู่ประมาณหนึ่งปีก่อนที่จะได้รับทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์เพื่อมาศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้าน Biological Systems Engineering (Food Engineering) ที่ University of California, Davis (UCD) ตอนนี้ก็กำลังจะจบปริญญาเอกและกลับไปทำงานที่บางมดค่ะ
 

2. ผลงานของน้องสุ เรื่อง Frequency Effect of Pulsed Electric Fields on Onion Tissue Integrity ได้รับรางวัลที่ 1 ในการประกวด Graduate Student Paper Competition ด้าน Nonthermal ในงาน IFT Conference 2010 ซึ่งถือเป็นงานประชุมที่ใหญ่อันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ทางด้าน Food Science & Technology อยากให้น้องสุช่วยเล่ารายละเอียดผลงานชิ้นนี้ให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมคะ

งานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยระดับปริญญาเอกที่สุทำอยู่ที่ UCD โดยสุทำการศึกษาเกี่ยวกับ Pulsed Electric Fields (PEF) Treatment ในผักและผลไม้ PEF เป็นหนึ่งใน Nonthermal Technology ที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในสหรัฐอเมริกา หลักการของ PEF คือการป้อนกระแสไฟฟ้าที่มีความแรงสูง ในระยะเวลาอันสั้น หลายๆครั้งเพื่อไปทำลายเซลล์เมมเบรน งานวิจัยส่วนใหญ่มุ่งไปที่การฆ่าเชื้อในอาหารเหลว นม น้ำผลไม้ ฯลฯ (cold pasteurization) มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับการใช้ PEF ในอาหารแข็งไม่มากนักจึงทำให้งานวิจัยชิ้นนี้เป็นที่น่าสนใจ ประโยชน์ของการใช้ PEF ในอาหารแข็งได้แก่ การลดเวลาในการทำแห้ง และการเพิ่มผลผลิตในการสกัดน้ำผลไม้หรือน้ำมันจากเมล็ดพืช งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานต่อยอดจากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของการใช้ PEF เพื่อทำลายโครงสร้างของตัวอย่างผักผลไม้ (หัวหอม) ซึ่งในการนำเสนอผลงานในครั้งนี้สุทำการศึกษาผลของความถี่ในการใช้ PEF ซึ่งได้พบว่าการป้อนกระแสไฟฟ้าที่มีความถี่ต่ำ (ระยะเวลาระหว่างแต่ละครั้งที่ป้อนกระแสไฟฟ้านาน) สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปรงโครงสร้างของเซลล์เมมเบรนในหัวหอมได้มากกว่าการใช้ความถี่สูงที่จำนวนครั้งในการป้อนกระแสไฟฟ้า และระดับความแรงของสนามพลังงานไฟฟ้า (electric field strength) ที่เท่ากัน การค้นพบในครั้งนี้สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงพารามิเตอร์ในกระบวนการ PEF เพื่อที่จะลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงได้ ซึ่งสุเชื่อว่าการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและประหยัดพลังงานเป็นสิ่งที่ทำให้คณะกรรมการสนใจในงานวิจัยชิ้นนี้ (อ่านรายละเอียดผลงานของน้องสุได้จาก Attachment ด้านล่างค่ะ)

Note: งานประชุมนี้เป็นงานที่จัดขึ้นทุกปีโดย Institute of Food Technologists (IFT) เพื่อจะให้ผู้ประกอบการทางด้านอาหารและนักวิชาการจากทุกมุมโลกได้มาพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหาร โดยงานนี้จะประกอบไปด้วยสองส่วนหลักคือ Scientific Program และ Food Expo

 

3. น้องสุพอจะทราบไหมคะว่ามีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดในด้าน Nonthermal Processing กี่ราย และมีกี่รายที่ได้รับคัดเลือกให้เข้ามาร่วมเสนอผลงานในงานประชุม และคณะกรรมการใช้หลักเกณฑ์อะไรในการคัดเลือกผลงานคะ

ด้าน Nonthermal Processing มีจำนวนผู้นำเสนอผลงานทั้งหมด 44 ราย ในประกวดผลงานครั้งนี้คณะกรรมการได้คัดเลือกผลงานจากบทคัดย่อทั้งหมด10 ชิ้นที่ดีที่สุด จากนั้นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องส่งบทสรุปงานวิจัยความยาว 3 หน้ากระดาษไปให้คณะกรรมการฯ ทำการคัดเลือกให้เหลือเพียง 6 คนที่จะต้องจัดทำโพสเตอร์และนำเสนอในงาน IFT Conference ต่อคณะกรรมการฯ จำนวน 4 คน ภายในระยะเวลา 15 นาที หลักเกณฑ์ในการพิจารณาได้แก่ คุณภาพของแต่ละส่วนของชิ้นงานอันประกอบไปด้วยความสำคัญและวัตถุประสงค์ของงานวิจัย (Justification, Objectives) กระบวนการที่ใช้ทำงานวิจัย (Materials and Methods) ผลการทดลอง (Results) ข้อสรุป (Conclusions) และความสำคัญ (Significance) นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ยังให้คะแนนเกี่ยวกับ overall scientific strength ผลกระทบที่มีต่อการนำไปประยุกต์ใช้ การใช้ไวยกรณ์ที่ถูกต้อง การนำเสนอผลงาน และการตอบปัญหาโดยรวมคะ

   

4. ขอกลับมาเกี่ยวกับเรื่องผลงานของน้องสุนะคะ พี่สงสัยว่าการ treatment แบบ Pulsed electric field นี้จะทำให้คุณค่าทางสารอาหารของผัก/ผลไม้ลดลงไหมคะ /เพราะอะไร

จุดเด่นของการใช้ PEF คือการป้อนกระแสไฟฟ้าในระยะเวลาอันสั้นซึ่งไม่ทำให้เกิดความร้อน ทำให้สามารถรักษาคุณค่าทางโภชนาการของผักผลไม้ได้เป็นอย่างดีคะ นอกจากนี้การใช้ PEF แทนการใช้ความร้อนในการทำลายเซลล์เมมเบรนในการสกัดน้ำผลไม้นั้นยังทำให้ได้น้ำผลไม้ที่มีความบริสุทธิ์สูงและมีรสชาดใกล้เคียงกับผลไม้สดอีกด้วย

 

5. และนอกจากหัวหอมแล้ว treatment นี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผัก/ผลไม้เมืองร้อนในประเทศไทยของเราได้ไหมคะ

ได้ค่ะ งานวิจัยชิ้นนี้เป็นเพียงการศึกษาเบื้องต้นเนื่องจากหัวหอมมีโครงสร้างเซลล์ขนาดใหญ่ทำให้ง่ายต่อการศึกษา อย่างไรก็ดีการนำไปประยุกต์ใช้กับผักผลไม้ชนิดอื่นนั้นต้องมีการทำการศึกษาเบื้องต้นเพื่อหาค่าพารามิเตอร์ เช่น ระดับความแรงของสนามพลังงานไฟฟ้า จำนวนครั้ง ความถี่ และระยะเวลา ที่เหมาะสมในการใช้ PEF สำหรับผักผลไม้แต่ละชนิด
 

6. น้องสุมองว่าแนวโน้มของการวิจัยด้าน Pulsed electric field ในประเทศไทย เป็นอย่างไรบ้างคะ และคิดว่าความรู้จากที่ได้เรียนมาในสหรัฐอเมริกาจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานในอนาคต เมื่อสำเร็จการศึกษาและกลับไปทำงานได้อย่างไร ทราบมาว่าน้องสุกำลังจะสำเร็จการศึกษาและเดินทางกลับประเทศไทยเร็วๆ นี้แล้ว

โดยเบื้องต้นสุไม่มั่นใจว่าจะมีใครทำงานวิจัยเกี่ยวกับ PEF ในประเทศไทยหรือยัง สุมองว่างานวิจัยส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นพื้นฐาน ขนาดของอุปกรณ์ที่ใช้ยังเป็นขนาดเล็กและต้องการการลงทุนสูง ถ้าจะทำงานวิจัยต่อยอดให้อยู่ในระดับที่อุตสาหกรรมสามารถนำไปใช้ได้นั้นยังต้องใช้เวลาพัฒนาอีกนานและใช้เงินลงทุนสูง ความเป็นไปได้คือการทำงานวิจัยร่วมกลุ่มงานวิจัยอื่นในระดับนานาชาติด้วยเหตุผลเกี่ยวกับทุนวิจัย จากนั้นค่อยนำองค์ความรู้มาขยายผลในประเทศไทย สุได้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาว่าอาจจะมีการทำงานวิจัยร่วมกันในอนาคตในสหรัฐอเมริกาเพราะมีภาคอุตสาหกรรมให้ความสนใจพอสมควร อาจจะเขียนโครงการเพื่อเสนอขอสนับสนุนทุนวิจัยได้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มวิจัยในออสเตรเลียและเยอรมนีที่เริ่มทำการศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบระบบเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมซึ่งเราอาจจะส่งคนไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติมได้ค่ะ นอกจากนี้สุยังได้คุยกับรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ที่ Ohio State University ซึ่งทำการศึกษาเกี่ยวกับ Ohmic heating ที่มีอุปกรณ์พื้นฐานที่ใกล้เคียงกันกับ PEF ในอนาคตเราอาจจะมีโอกาสได้ทำงานวิจัยร่วมกันในประเทศไทยค่ะ

สำหรับความรู้จากที่ได้เรียนมาในสหรัฐอเมริกาไปประยุกต์ใช้กับงานในอนาคตนั้น สุคิดว่าการมาเรียนปริญญาเอกไม่ใช่ว่าเราจะได้แต่วิชาความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยเท่านั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับตัวองค์ความรู้คือกระบวนการที่ทำให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ หลายคนอาจจะมองข้ามส่วนนี้ไปแต่สุถือว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการจะทำการศึกษาค้นคว้าในเรื่องใหม่ๆ การคิดวิเคราะห์อย่างมีหลักการและเหตุผล การออกแบบการทดลอง การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเรียนรู้ที่จะทำงานวิจัยร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้การที่ได้มีโอกาสไปศึกษาในต่างประเทศยังเป็นการสร้างเครือข่ายงานวิจัยในอนาคตอีกด้วยค่ะ

 

7. อยากให้น้องสุช่วยแนะนำหลักสูตร Food Science & Technology ที่ University of California at Davis ว่ามีลักษณะการเรียนการสอนเป็นอย่างไร แตกต่างจากที่มหาวิทยาลัยอื่นอย่างไร และมีคำแนะนำ และข้อคิดเห็น อะไรบ้างสำหรับน้องๆ ที่สนใจอยากเข้าเรียนสาขานี้ที่ University of California at Davis คะ

หลักสูตร Food Science & Technology ที่ UCD นั้นถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆในสหรัฐอเมริกา (อันดับ 1-2) ทำให้มีเด็กไทยและเด็กต่างชาติมาเรียนเยอะมาก สำหรับการเรียนการสอนของ Food Science ที่นี่ในระดับป.โท และ ป.เอกจะเน้นหนักไปทางเนื้อหาทางด้านวิชาการไม่ค่อยมีภาคปฎิบัติมากนักเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ แต่คาดว่าจะมีแนวโน้มที่จะมีการเรียนการสอนภาคปฎิบัติมากขึ้นหลังจาก Pilot Plant สร้างเสร็จในปีหน้า โดยจะมีโรงงานขนาดเล็กสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ทำเบียร์ และทำไวน์อีกด้วย สำหรับคนที่สนใจด้าน Fermentation ที่ UCD เป็นหนึ่งในสองมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาที่เปิดหลักสูตรเพื่อสอนการทำเบียร์แบบเต็มรูปแบบ นอกความเข้มข้นทางด้านวิชาการแล้ว กิจกรรมนอกหลักสูตรก็มีไม่แพ้กัน มีการจัดกลุ่มไปดูโรงงาน และมีการสัมมนาพิเศษจากบรรดาศิษย์เก่าและผู้เชี่ยวชาญพิเศษอยู่เสมอๆ อยากแนะนำให้เพื่อนๆสนใจทำกิจกรรมที่นอกเหนือจากในห้องเรียนด้วยเพราะมันจะทำให้เราเข้าใจถึงการนำความรู้ในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ การสร้างเครือข่ายกับคนในภาคอุตสาหกรรมก็นับเป็นส่วนสำคัญเช่นกัน เราอาจจะได้รับความเอื้อเฟื้อในการเข้าไปใช้เครื่องมือเพื่อทำงานวิจัย ขอตัวอย่างสารเคมี หรือขอไปเยี่ยมชมโรงงาน ฯลฯ

สำหรับน้องๆที่สนใจจะมาศึกษาต่อที่ UCD อยากจะให้ทำความเข้าใจซักนิดว่าระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่นี่ ค่อนข้างจะแตกต่างจากระบบที่สุคุ้นเคยในเมืองไทย ทางมหาวิทยาลัยจะรับเด็กเข้ามาใน Graduate Group ไม่ใช่คณะ ความพิเศษของ Graduate Group คือจะมีอาจารย์จากมากมายหลายคณะมารวมกันด้วยความสนใจในงานวิจัยด้านใดด้านหนี่ง อย่างสุสนใจด้าน Food Engineering ซึ่งเป็นส่วนย่อยของ Biological Systems Engineering Graduated Group สุก็สมัครเข้า Graduate Group นี้แล้วเลือกทำงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาในคณะ Food Science & Technology นอกจากนี้สุก็ยังทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์ในภาควิชาอื่นๆ (Multi-disciplinary study) เช่น Chemical Engineering & Materials Science, Electrical Engineering และ Plant Biology อีกด้วยซึ่งก็นับว่าเป็นข้อดีของระบบ Graduate Group ค่ะ ส่วนการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษานั้นควรจะติดต่อกับอาจารย์ก่อนที่จะสมัครเข้าเรียนเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาว่าหาอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้ทำให้เริ่มงานวิจัยล่าช้า นอกจากนี้การที่ติดต่ออาจารย์มาล่วงหน้าจะทำให้มีโอกาสได้รับการตอบรับจากทางมหาวิทยาลัยสูงขึ้น ในกรณีที่มีผู้สมัครหลายคนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ผู้สมัครที่มีอาจารย์ยืนยันว่าจะรับเข้ามาทำงานด้วยจะได้รับคัดเลือกจากทางมหาวิทยาลัย

 

8. มีอะไรอยากแนะนำรุ่นน้อง บ้างคะ ทั้งในเรื่องการศึกษา งานวิจัย ผลงาน การเข้าร่วมสัมนาต่างๆ ฯลฯ ในระหว่างที่ต้องใช้ชีวิตศึกษาในต่างแดน

อยากจะฝากให้เพื่อนและน้องๆ ได้รู้จักแบ่งเวลาในการเรียนและการทำกิจกรรมต่างๆให้ดีคะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสุพบว่าการมาเรียนเมืองนอกนั้นผู้เรียนจะต้องใช้เวลาในการค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเองค่อนข้างมาก การจับกลุ่มกับเพื่อนร่วมวิชาเรียนเพื่อช่วยกันทำความเข้าใจเนื้อหาในส่วนต่างๆ เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราได้ฝึกการใช้ภาษาและทำความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนไปพร้อมๆ กัน สุเองก็ใช้วิธีนี้เพื่อช่วยทุ่นเวลาในการหาข้อมูลตอนมาเรียนใหม่ๆ ทั้งนี้แต่ละคนก็มีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน อยากจะแนะนำให้ลองดูหลายๆวิธีว่าอันไหนเหมาะกับเราแล้วเดินตามทางนั้นค่ะ ส่วนกิจกรรมก็เป็นตัวเสริมให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ นอกห้องเรียนซึ่งอาจจะมีประโยชน์ไม่แพ้กันคะ อยากแนะนำให้สมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มวิชาชีพในแขนงที่เราทำการศึกษาอยู่ อย่างเช่น IFT, IUFOST, ASABE สำหรับคนที่ศึกษาด้าน Food Engineering เพราะจะทำให้เราได้รับรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในวงการนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ทุนสำหรับงานวิจัย ตลอดจนการอบรมและสัมมนาต่างๆ

ถ้ามีโอกาสอยากให้ลองส่งผลเข้าร่วมในงานสัมมนาไม่ว่าจะมีการประกวดหรือไม่ก็ตาม การที่เราได้นำเสนอผลงานต่อกลุ่มผู้ที่มีความรู้และความสนใจในงานด้านที่เราทำนั้นมีประโยชน์มากค่ะ เราจะได้รับคำถามและข้อแนะนำดีๆที่สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงและต่อยอดงานวิจัยของเราได้ค่ะ นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกให้เรานำเสนอผลงานต่อสาธารณะชนได้เป็นอย่างดี หลายๆ คนที่จะต้องกลับมาทำงานเป็นอาจารย์นี่ก็เป็นวิธีการเตรียมตัวที่ดีอีกอย่างหนึ่งค่ะ

ส่วนเรื่องการทำงานวิจัยอยากให้เลือกงานที่เราสนใจและมีความท้าทาย เราอาจจะรู้สึกว่าการทำงานยากนั้นเหนื่อยและลำบากแต่รับรองค่ะว่าผลลัพธ์ที่ได้มาย่อมคุ้มค่า เพียงแค่เราไม่ท้อแท้และหมดกำลังใจไปเสียก่อน สุเองใช้เวลาเกือบสามปีในการสร้างเครื่องมือเพื่อทำงานวิจัยชิ้นนี้ คิดจะเปลี่ยนหัวข้อวิจัยก็หลายครั้งเพราะเมื่อหันไปดูเพื่อนๆที่เข้ามาเรียนด้วยกันต่างมีผลงานออกมานำเสนอกันบ้างแล้ว พอผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาได้ก็สบายใจขึ้นค่ะ อยากบอกน้องๆว่าปัญหาทุกปัญหามีทางออกถ้าเรามีความพยายามค่ะ (If there is a will, there is a way.) สุดท้ายก็อยากฝากให้เพื่อนและน้องๆ คนไทยในต่างแดนรักกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มาอยู่ไกลบ้านก็อยากให้มีสังคมไทยเล็กๆที่ทำให้เรามีกำลังใจในการเรียนและกลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศชาติต่อไปค่ะ

 

9. รู้สึกอย่างไรบ้างคะ ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการผลงานนวัตกรรมข้าราชการรุ่นใหม่ ของ สนร. และได้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อนๆ นักเรียนทุนรัฐบาล

รู้สึกดีใจ ภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ ต้องขอขอบคุณทางสนร. ที่จัดทำโครงการดีๆเพื่อให้เพื่อนนักเรียนได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และคัดเลือกให้สุได้มีโอกาสมาถ่ายทอดประสบการณ์ในครั้งนี้ค่ะ นอกจากสุแล้วยังมีเพื่อนๆ คนไทยอีกหลายคนที่ได้รับรางวัลต่างๆ ในการประชุมครั้งนี้ อยากบอกว่าภูมิใจที่เห็นคนไทยเก่งๆในเวทีระดับนานาประเทศค่ะ

เป็นอย่างไรคะ แนวคิดของนักเรียนทุนรุ่นใหม่ซึ่งกำลังจะกลับไปร่วมกันพัฒนาชาติไทยของเรา ฟังแล้วต้องขอบอกว่ารู้สึกชื่นใจจริงๆ ค่ะกับว่าที่ ดร. คนใหม่ไฟแรงคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทั้งทางด้านการเรียน และการดำเนินชีวิต สนร. ต้องขอขอบคุณน้องสุเป็นอย่างยิ่งที่สละเวลามาให้สัมภาษณ์ หากน้องๆ คนใดสนใจอยากเข้าร่วมโครงการฯ ก็สามารถส่งผลงานของตนมาให้พิจารณาได้ค่ะ ไม่แน่ว่าน้องอาจจะได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการเป็นรายต่อไปก็ได้ วันนี้คงต้องลากันไปก่อน สวัสดีค่ะ